วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ท่าบำรุงอวัยวะภายใน 8 ท่าพื้นฐาน


           ท่าที่ 1 บริหารลำไส้ใหญ่ (แก้ท้องผูก)



คว่ำมือใช้แนวนิ้วชี้ถึงนิ้วโป้ง โค้งเป็นรูปตัว C ทั้งสองข้าง กระทบกัน


เบาๆ 36 ครั้ง 







ท่าที่ 2 บริหารลำไส้เล็ก (แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ) 


หงายมือให้แนวนิ้วก้อยถึงสันมือกระทบกันเบา ๆ 36 ครั้ง 






                                   



           
         ท่าที่ 3 บริหารเยื่อหุ้มหัวใจ (ขี้หนาว) 

ตั้งมือทั้งสองข้างขึ้น หงายมืออกเป็นรูปดอกบัวแล้วใช้ข้อมือกระทบ

กันเบาๆ 36 ครั้ง 












        
               







      ท่าที่ 4 สร้างภูมิต้านทานโรค (แก้ภูิมิแพ้) 



กางนิ้วมือทั้งสองข้างออกแล้วสอดเข้าให้มีเสียดังฉึบ บีบนิ้วมือทั้ง


สองข้างเล็กน้อยแล้วดึงออก ทำ 36 ครั้ง 





0                         


     

          ท่าที่ 5 บริหารปอดซ้ายขวา (แก้หืดหอบ เป็นหวัดง่าย) 

กางมือซ้ายออกไม่ต้องเกร็ง แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือขวาหนีบ


แล้ว กดเบาๆ ตรงกลางระหว่างนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือของมือซ้าย 

นับ36 ครั้ง และสลับข้างทำอีก 36 ครั้ง  




                            


         ท่าที่ 6 บริหารกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (แก้เหนื่อยง่าย) 



กำมือขวาและกางมือซ้ายออก จากนั้นให้เอาสันหมัดต่อยเบาๆ กลาง

อุ้งมือซ้าย ไม่ให้มีเสียง นับ 36 ครั้ง และ สลับข้าง นับอีก 36 ครั้ง

เช่นเดียวกัน 




                              



           ท่าที่ 7 บริหารไตขวาและไตซ้าย


 (ปวดเอว ปวดหัวเข่า ปัสสาวะบ่อย ไตทำงานผิดปกติ)



หงายมือขวาขึ้น มือซ้ายคว่ำลง ใช้หลังมือขวาตีบนหลังมือซ้ายเบาๆ  

ทำ 36 ครั้ง และสลับข้างทำนับ 36 ครั้งเช่นเดียวกัน






                              




    ท่าที่ 8 กระตุ้นเส้นลมปราณ (เปิดจุดรับพลังซ้าย-ขวา)



กางมือซ้ายออก จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือขวาหมุนตามเข็มนาฬิกา รอบ

จุดเล่ากง (กำมือแล้วสังเกตจุดตรงบริเวณปลายนิ้วกลาง) คลึงเบาๆ 

36 รอบ และสลับข้างนับอีก 36 รอบเช่นเดียวกัน 



















อ้างอิงแหล่งที่มา 

http://www.ayuyuen.com/treerunchakorn_action.html



วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“เบาหวาน” แนะเสี่ยง เลี่ยงได้


 เน้นควบคุมอาหาร-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ


 
          

ขอส่งท้ายเรื่องสุขภาพในเดือนกุมภาพันธ์เดือน 

แห่งความรัก ด้วยเรื่องของความหวานที่ไม่หวาน

อย่างที่คิด นั่นก็คือ โรคเบาหวาน นั่นเอง


          สำหรับสถานการณ์ของโรคเบาหวานใน

ประเทศไทย นอกจากจะพบผู้ป่วยเบาหวานในวัย 

35 ปีขึ้นไปร้อยละ 10 แล้ว สาธารณสุขยังพบผู้

ป่ว

เบาหวานในวันเด็กประถมอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของ

เด็กประถมทั้งประเทศ เนื่องจากไม่ได้รับการส่ง

เสริมให้มีการควบคุมอาหารและการออกกำลัง

กายที่เหมาะสมจากทางบ้านและโรงเรียน

          โดยจากการสำรวจสถานะสุขภาพ

ประชากรไทย  พบว่า ร้อยละ 52 ของผู้ป่วยเบา

หวาน ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานมาก่อน

 อีกทั้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ความชุกของโรคเบา

หวานเพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า ซึ่งปัจจัยที่

เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคเบาหวาน คือ ความดัน

โลหิตสูง โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงและอายุ

          โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติเนื่องจาก

ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้

อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน

หรือไม่ขาดฮอร์โมน แต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่

ฮอร์โมนตัวนี้ ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลใน

เลือดสูงกว่าปกติ


          ปัจจุบัน หากระดับน้ำตาลในเลือดที่เจาะ

หลังงดอาหาร 6 ชั่วโมงแล้วยังสูงกว่า 126 

มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเข้าข่ายผู้ป่วยโรคเบา

หวานชัวร์ ทั้งนี้ระดับน้ำตาลที่สูงนี้เป็นตัวการ

สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา


          ที่สำคัญคือตัวการเร่งให้เกิดการเสื่อม

ของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายทั้งหลอดเลือด

แดงที่เลี้ยง สมอง หัวใจ ตา ไต แขน-ขา รวมทั้ง 

หลอดเลือดแดงเล็กๆ ที่เลี้ยงปลายปราสาทอีก

ด้วย ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดแดง

เหล่านี้ ดังนั้นจะเห็นว่า "โรคเบาหวาน" เป็น

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ โรคทางสมอง อัมพาต 

โรคระบบปราสาท โรคหัวใจ โรคไต โรคตา แม้

กระทั่งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED 

ด้วย



          บุคคลกลุ่มใดบ้างเสี่ยงเป็นเบาหวาน?



        - หากคุณไปวัดความดันโลหิตแล้วพบว่า

สูงเกิน 140/90


          - คุณที่มีรอบเอวใหญ่ มองกระจกทีไรก็

เห็นเงาของแอปเปิลยักษ์สะท้อนกลับมาทุกที 

นั่นหมายถึงคุณมีรอบเอวที่เกิน 88 ซม.ใน

คุณหญิง และเกิน 102 ซม.ในคุณผู้ชายเค้าจึง

เปรียบเทียบถึงลักษณะรูปร่างว่ามีรูปร่างกลมกลึง

ดังผลแอปเปิล เพราะฉะนั้น คุณต้องรีบกำจัด

รอบเอวที่เกินนั้นโดยด่วน


          - มีภาวะไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ


          - ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 100 

mg/dl ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่เป็นเบาหวาน แต่อย่านิ่ง

นอนใจไปเพราะ เพราะเป็นระดับที่ไม่น่าจะปล่อย

ทิ้งไว้นานๆ เพราะอาจจะทำให้เป็นได้ในที่สุด 
   
   

          หลักสำคัญในการรักษาผู้ป่วยเบา

หวานที่ควรทราบ


          - ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ใน

เกณฑ์ปกติให้มากที่สุดตลอดเวลา ซึ่งการที่จะ

ทำเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างมาก

จากผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย (ประเภทหวังดีซื้อของมา

ให้รับประทาน หรือ ให้คำแนะนำผิดๆ) โดยการ

ควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด รับประทานยาตาม

สั่ง


          - ออกกำลังกายตามสมควร ลดน้ำหนัก

 หากยาไม่ได้ผลดีก็ จำเป็นต้องฉีดอินซูลินหากมี

ความดันโลหิตสูงก็จำเป็นที่จำต้องลดความดัน


โลหิตให้น้อยกว่า หรือ ใกล้เคียง 130/80 มม.ปร

อท ทั้งนี้ต้องไม่มีผลแทรกซ้อนจากยาลดความ

ดันโลหิตด้วย จะสามารถป้องกันหรือชะลอภาวะ

ไตวายได้

          - ลดไขมันคอเลสเทอรอลในเลือด

สูงมากๆ โดยใช้ค่า LDL-Cholesterol เป็นเกณฑ์

ให้ LDL-C น้อยกว่า 100 มก.ดล. เทียบเท่าผู้ที่มี

โรคหัวใจอยู่ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานแทบทุก

รายมีการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจซ่อนอยู่ด้วย 
การลดระดับไขมันในเลือดลงมากๆ

 (Cholesterol) จะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทา

หัวใจลง ปัจจุบันยาที่ใช้ลดไขมันคอเลสเทอรอล

ได้ดีมากที่สุด คือ ยากลุ่ม statins


          - แนะนำให้ผู้ป่วยพบจักษุแพทย์ทุก 6

 เดือน เพื่อป้องกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา 

จอประสาทตาเสื่อม แนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตนเอง

ที่บ้าน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง การดูแลเท้า 

ผิวหนัง (โอกาสเกิดแผลที่เท้า และทำให้ต้องตัด

เท้าพบได้บ่อยๆ)

          ใครที่รู้ตัวว่ากำลังมีน้ำตาลในเลือดสูง ไข

มันเยอะ เอวเริ่มหนา คงต้องรีบปรับเปลี่ยน

พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเร่ง

ด่วน

          วิธีง่ายๆ ในการควบคุมอาหาร มีดังนี้


          - รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่


          - รับประทานข้าวเป็นหลัก สลับกับ

อาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ

          - รับประทานพืชผักให้มาก และรับ

ประทานผลไม้เป็นประจำ

          - รับประทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

 ไข่ และเมล็ดถั่วเป็นประจำ


          - ดื่มนมให้พอเหมาะกับวัย


          - หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน และเค็ม


          - รับประทานอาหาร 3 มื้อ และอาหาร

ว่างหนึ่งมื้อ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา

 ห้ามงดอาหาร

          - รับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่

ที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

          - รับประทานไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์

ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอด ใช้การย่าง อบ

 ต้ม หรือเผาแทนการทอด


          - รับประทานน้ำตาลให้น้อยลง ก่อนรับ

ประทานอาหารให้อ่านสลากอาหาร และ หลีก

เลี่ยง Sucrose, dextrose, fructose, com

 syrup หลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาล หลีก

เลี่ยงคุกกี้ เค้ก ลูกอม


          - หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม โดยการเติมเกลือ

ให้น้อย หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง ใช้ชิมรสอาหาร

ก่อนปรุง


          - หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์


          แค่ควบคุมอาหารยังไม่พอ ต้องหมั่นออก

กำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย เพียงเท่านี้การ

ป้องกันความเสี่ยงจากโรคเบาหวาน ก็จะกลาย

เป็นเรื่องหวานหมูสำหรับคุณ